| ที่มาของวันคริสต์มาส |
![]() วันคริสต์มาส (Christmas) มาจากภาษาลาติน 2 คำ คือ Christ และ Missa (Mass) ซึ่งหมายถึงการสวดมนต์เพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์ แต่เดิมนั้นไม่ได้มีการกำหนดวันเดือนไว้แต่อย่างใด เพราะไม่เคยมีการเฉลิมฉลองมาก่อน เพิ่งจะปรากฏครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 2 เวลานั้นได้มีศาสนาสำคัญของชาวโรมันแพร่หลายไปตลอดจักรวรรดิโรมันที่กว้างใหญ่ไพศาล เมื่อความหนาวเย็นของเหมันตฤดูสิ้นสุดลง ชาวโรมันมีการเฉลิมฉลองรื่นเริงต้อนรับการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งตรงกับวันที่ 17-19 ธันวาคม ของทุกปี ในวันนั้นมีการกินเลี้ยงรื่นเริง แลกเปลี่ยนของขวัญระหว่างญาติมิตร และเต้นรำอย่างสนุกสนาน เพื่อแสดงความยินดีเมื่อจักรวรรดิโรมันได้รับเอาคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว จึงได้รับเอาวันประสูติของพระเยซูคริสต์ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกินที่มหาจักรพรรดิโรมัน ชาติมหาอำนาจที่สุดในโลกในเวลานั้น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกดขี่ข่มเหงชาวอิสราเอล และปล่อยให้กษัตริย์เฮโรดผู้สั่งประหารทารกไร้เดียงสาจำนวนมากในเมืองเบ็ธเลเฮม และสั่งประหารพระเยซูอย่างโหดเหี้ยมบนกางเขน กลับยอมสยบต่อ พระคริสต์ซึ่งเป็น “มหาจักรพรรดิแห่งจิตวิญญาณ” อย่างสิ้นเชิง โดยบิชอปเทเรสโฟรัมแห่งโรม ได้กำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์เป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.129 โดยให้มีการทำพิธี”มิซา”(Missa) หรือ Mass ในโบสถ์ และเรียกพิธีนี้ว่า Christ-Mass โดยประกาศไปยังแว่นแคว้นต่าง ๆ ในจักรวรรดิโรมันอันกว้างใหญ่ไพศาล ให้คนในปกครองของโรมถือปฏิบัติโดยทั่วกัน ต่อมาคำว่า Christ-Missa ได้กลายเป็นคำว่า Christmas หรือ “คริสต์มาส” มาจนถึงทุกวันนี้ ในปัจจุบันวันคริสต์มาส ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ระลึกถึงการประสูติของพระเยซูเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว และยังเป็นวันหยุดที่สำคัญของฝรั่งชาติตะวันตก แม้เมืองไทยซึ่งมีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดราชการ วันหยุดเทศกาลต่าง ๆ มากมาย ก็ยังถือโอกาสนับวันนี้เป็นวันหยุดสากลอย่างไม่เป็นทางการอีกวันหนึ่ง โดยอ้างว่าอยู่ใกล้เคียงกับวันขึ้นปีใหม่สากล และบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดยชาวตะวันตก ก็มักจะหยุดทำงาน แต่สำหรับคริสตจักรในยุโรปตะวันออก ซึ่งนับถือคริสต์ศาสนานิกายออร์โธด๊อกซ์(Orthodox) ยังคงถือรักษาวันที่ 6 มกราคม เป็นวันประสูติของพระเยซูตามเดิม สาระสำคัญของวันคริสต์มาส ไม่ได้เป็นเพียงแต่การเฉลิมฉลองตามประเพณีหรือเป็นเพียงวันหยุดเทศกาลสำหรับกินเลี้ยงสนุกสนานเท่านั้น แต่เป็นวันที่พระคุณของพระเจ้าได้เผื่อแผ่มายังมนุษย์โลก ทุกชาติทุกภาษาเผ่าพันธุ์ พระเยซูคริสต์มิได้ประสูติในปราสาทราชวังอันใหญ่โตรโหฐาน ในเมืองใหญ่ แต่ประสูติในโรงวัวที่ต่ำต้อย ในหมู่บ้านเล็ก ๆ นอกเมืองเยรูซาเล็ม ในคืนประสูตินั้นไม่มีแพทย์หลวงและข้าราชบริพารมาเฝ้าแม้แต่ผู้ที่มาเฝ้าคือคนเลี้ยงแกะที่ยากจนต่ำต้อย คำว่า “เบ็ธเลเฮม”(Bethlehem) เป็นชื่อภาษาฮีบรูแปลว่า “บ้านแห่งขนมปัง” เป็นความหมายที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้างอู่น้ำ อีกความหมายหนึ่ง น่าจะเล็งถึงพระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็น “อาหารแห่งชีวิต”การที่พระเยซูประสูติที่บ้านเบ็ธเลเฮมนั้นเป็นไปตามคำทำนายของศาสดาพยากรณ์ โดยคำทำนายระบุว่า “พระผู้ไถ่” หรือ “พระผู้ช่วยให้รอด” (Messiah) ของชาวอิสราเอลจะมาบังเกิดในเมืองดาวิด บรรพกษัตริย์ของชาวอิสราเอล เวลานั้นโรมันเป็นชาติมหาอำนาจ ครอบครองแว่นแคว้นต่าง ๆ ไว้ในอำนาจอย่างกว้างขวาง ประเทศอิสราเอลขณะนั้นยังเรียกว่า “ปาเลสไตน์” เป็นเพียงดินแดนเล็ก ๆ ขึ้นกับแคว้นซีเรีย อันเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันอันเกรียงไกร โดยมีควีรีเนียสผู้บัญชาการกองทัพในมณฑลซีเรีย และวารัส ผู้สำเร็จราชการมณฑลซีเรียเป็นผู้มีอำนาจปกครองปาเลสไตน์ โดยโรมได้ตั้งเฮโรดคนเชื้อสายเอโดมเป็นกษัตริย์ของชาวยิว โดยอยู่ภายใต้อำนาจโรม จักรพรรดิ ออกัสตัส ซีซาร์ หลานของจูเลียส ซีซาร์ ซึ่งทรงครองราชย์ระหว่างปี 31 ก่อนคริสตกาล ถึง ปี ค.ศ. 14 ได้สั่งให้มีการสำรวจจำนวนพลเมืองทั่วทั้งแผ่นดิน เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บภาษี โดยบัญชาให้ควีรีเนียสผู้บัญชาการกองทัพในมณฑลซีเรีย และวารัส ผู้สำเร็จราชการมณฑลซีเรียเป็นผู้สำรวจสำมะโนประชากร ดังนั้นชาวยิวในประเทศอิสราเอลต้องลงมาจดทะเบียนสำมะโนประชากรยังบ้านเมืองของตน โยเซฟก็พามาเรียซึ่งมีครรภ์แก่ลงมายังเมืองเบ็ธเลเฮมเมืองของบรรพบุรุษด้วย เมื่อมาถึงบ้านเบ็ธเลเฮมซึ่งอยู่นอกกรุงเยรูซาเล็มก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว ทั้งสองได้ตระเวนหาที่พัก แต่ปรากฏว่าโรงแรมทุกแห่งในเมืองเต็มหมด จึงไปพักในโรงวัวและประสูติพระเยซูที่นั่น ในคืนประสูตินั้น มีทูตสวรรค์จากฟ้าลงมาร้องเพลงอวยพร ตามธรรมเนียมยิวโบราณ เมื่อมีทารกเกิดใหม่ในหมู่บ้าน บรรดานักร้องนักดนตรีซึ่งเป็นเพื่อนบ้านจะมาชุมนุมกันร้องเพลงขับกล่อมอวยพรแก่ทารก และแสดงความยินดีกับครอบครัวของเขา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับยิวในธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ แต่ที่พิเศษคือผู้มาร้องเพลงขับกล่อมพระกุมารนั้นมิใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นทูตสวรรค์ จึงเกิดธรรมเนียมร้องเพลงประสานเสียง (Christmas Carols) และการร้องเพลงอวยพรตามบ้าน (Carolling) การที่นักปราชญ์สามคนจากทิศตะวันออก ติดตามดาวประหลาดมา และถวายบรรณาการแก่พระกุมาร ด้วย ทองคำ กำยาน และมดยอบ จึงเป็นธรรมเนียมการมอบของขวัญคริสต์มาสให้แก่กัน ส่วนคนเลี้ยงแกะกลางทุ่งนาได้เห็นดาวที่มีแสงสุกใสเจิดจ้ามาหยุดอยู่เหนือหมู่บ้านเบ็ธเลเฮ็ม จึงเข้ามาดูเหตุการณ์และพบพระกุมารบรรทมในรางหญ้า ก็รู้ทันทีว่าผู้มีบุญญาภินิหารได้จุติลงมาเกิดแล้ว แต่ด้วยความยากจน จึงนำลูกแกะซึ่งเป้นสิ่งที่พวกเขามีอยู่ ถวายเป็นบรรณาการแด่พระกุมาร ดังนั้น เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเทศกาลแห่ง “การให้ โดยไม่เลือกฐานะยากดีมีจนและชนชั้น เด็ก ๆ ทั่วโลกเชื่อว่า คุณตาซานตาคลอส จะนำของขวัญมาให้เด็ก ๆ ในวันคริสต์มาสทุกปี การให้ของขวัญจึงเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความกตัญญูขอบคุณพระเจ้า ที่ประทานพระบุตรลงมาบังเกิดในโลก เป็นของขวัญล้ำค่าแก่มวลมนุษย์ซึ่งมีความเป็น “คน” โดยเท่าเทียมกัน และไถ่มวลมนุษย์ให้รอดจากอำนาจแห่งความบาป สิ่งที่นักปราชญ์นำมาถวายมีความหมายดังนี้ ทองคำ หมายถึง พระเยซูคริสต์เป็นกษัตริย์(King) แต่เป็นกษัตริย์ฝ่ายจิตวิญญาณ หาใช่ฝ่ายโลกไม่ ส่วน กำยาน เป็นเครื่องหอมที่ใช้เผาบูชาในศาสนสถาน เล็งถึงพระเยซูเป็นพระหรือปุโรหิต (Priest) ที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ ส่วน มดยอบ นั้นเป็นสมุนไพรโบราณที่ใช้ชโลมศพคนตาย จึงเล็งถึงว่าผู้ที่เกิดมานี้จะต้องถูกประหารและสิ้นพระชนม์ในวันข้างหน้า ในคืนนั้นนอกจากโหราจารย์แล้วยังมีคนเลี้ยงแกะ ได้นำลูกแกะมาถวายพระกุมารด้วยซึ่ง ลูกแกะ นั้น เล็งถึงพระเยซูเป็นผู้เลี้ยงแกะ ส่วนสานุศิษย์ของพระองค์เป็นดุจลูกแกะที่พระองค์ทรงเลี้ยงดูเอาใจใส่ |
| < Prev | Next > |
|---|


.jpg)